วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2551

++++มีความสุขให้ได้กับปัจจุบัน''''_''''++++


มีความสุขให้ได้กับปัจจุบัน



ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องร้องไห้คร่ำครวญ...
อยู่กับอดีตที่ผ่านไป
เพราะอย่างไรก็ไม่อาจแก้ไขได้ ทำอะไรไม่ได้


ไม่ว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นจะผิดพลาดมากน้อยแค่ไหน
เราก็ไม่มีโอกาสกลับไปเพื่อแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว

สิ่งที่ทำได้ก็คือเอาความผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียน
แล้วอย่ากลับไปทำผิดพลาดอย่างนั้นอีก

ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสียดาย...
กับอะไรบางอย่างที่เราได้สูญเสียไปแล้ว
เพราะต่อให้เป็นสิ่งที่ดี ที่สวยงามแค่ไหน
หรือรักมากอย่างไร
ถ้าได้สูญเสียไปแล้วก็ไม่มีทางได้กลับคืน


ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปกังวลใจกับอนาคต...
สิ่งที่เราคิดว่าจะเกิด มันอาจจะไม่เกิดก็ได้
สิ่งที่เราคิดว่าใช่ แท้จริงแล้วมันอาจจะไม่ใช่
หากจะมีอะไรทำให้ผิดหวังได้
ก็ให้มันเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้
ไม่ต้องรีบร้อนเสียใจไปล่วงหน้า


อยู่ตรงนี้กับเวลาตรงหน้านี้ดีกว่า
มีความสุขให้ได้กับปัจจุบัน
และความคิดดีๆต่างๆจะเกิด
พลังในตัวตนจะเกิด และในที่สุดแล้ว
ความสุขก็จะเกิด


"
แก่นแท้ของชีวิต...
ไม่ใช่อดีตเคยเป็นอย่างไร
อนาคตจะเป็นอย่างไร
แต่คือปัจจุบันมีความสุขไหมต่างหาก"
.....................................
ปีใหม่นี้ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆ นะค๊า++++++++

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2551

<<<<"สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว">>>>




ความจริงในเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่ว่าเรามาพูดในเรื่องของการท่องเที่ยว ความจริงในเรื่องของสิ่งแวดล้อมมีส่วนสำคัญทุกคนทุกชีวิตมีส่วนสัมพันธ์ตลอดเวลา ความจริงในเรื่องของการท่องเที่ยวกับสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้เด็ดขาด ลองคิดดูกันง่าย ๆ ว่าสมมุติว่าวันดีคืนดีแหล่งท่องเที่ยวทรุดโทรม เรื่องของสิ่งแวดล้อมมีความเสียหาย เรื่องของน้ำเสียเรื่องของขยะมูลฝอยมากมาย ถามคำถามง่าย ๆ ว่านักท่องเที่ยวจะมาไหม……ไม่มีทาง

ความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมเพื่อเกื้อหนุนกับการท่องเที่ยว

สิ่งแวดล้อมเข้าไปเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามองโดยเฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยว ก็จะพบว่าสมมุติว่าเมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่แห่งหนึ่งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวผลกระทบที่เกิดขึ้นเวลาพูดถึงผลกระทบก็จะพูดถึง 2 ประเด็นด้านบวกและด้านลบ ด้านบวกก็คือว่าเมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามามาก ๆ สิ่งที่เป็นประโยชน์เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวโดยตรงก็คือในเรื่องของรายได้ของสิ่งอำนวยความสะดวกที่ภาครัฐจะต้องสนับสนุนการท่องเที่ยว เป็นผลที่ชุมชนได้รับโดยตรงแต่อีกในกรณีหนึ่งถ้าหากมีนักท่องเที่ยวเยอะมากไม่สามารถคุมนักท่องเที่ยวหรือไม่สามารถจะควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเรียกว่าผลกระทบด้านลบก็คือก่อให้เกิดความเสียหายกับสิ่งแวดล้อม เพราะว่าการท่องเที่ยวกับสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญกันตลอดเวลาเอาง่าย ๆ ว่าเรื่องการกินอยู่หลับนอน การใช้สิ่งต่าง ๆ ก็จะเพิ่มมากขึ้นเห็นได้ง่าย ๆ ว่าขยะต้องเพิ่มขึ้นแน่ ๆ การจราจรต้องวุ่นวายมากขึ้นแน่ ๆ
เพราะฉะนั้นต้องมีเรื่องของการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ง่ายที่สุดก็คือเรื่องของการจัดการขยะเรื่องของการระบายน้ำ รวมถึงเรื่องของการจัดระเบียบการจราจร


การจัดการสิ่งแวดล้อม

สิ่งแวดล้อมกับการท่องเที่ยวจะมีอยู่ประเด็นสำคัญจริง ๆ มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เขาต้องให้ความสำคัญจริง ๆ จริงในทางวิชาการเราจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ด้วยกันคือ ในเรื่องของการจัดการสิ่งแวดล้อมเนี่ยเราจะเน้นอยู่ 3 ประการด้วยกัน เรื่องความสนใจทางด้านการพัฒนาสังคม ประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ ประเด็นที่ 3 เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตมนุษย์

1. การพัฒนาทั้งด้านสังคมสมมุติว่าพื้นที่ใดก็ตามเป็นพื้นที่ของแหล่งท่องเที่ยวซึ่งแหล่งท่องเที่ยวแน่นอนก็จะมีเรื่องของทรัพยากรท่องเที่ยว โดยทั่วไปจะต้องมีชุมชนอาศัยอยู่โดยรอบ ถ้าเกิดเราพัฒนาทางด้านสังคมทำยังไงชุมชนเหล่านี้จะได้รับประโยชน์ทำให้เขาสามารถที่จะอยู่อาศัยในบริเวณนั้นได้ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพดี

2. เรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสิ่งหนึ่งที่ตามมาในเรื่องของการท่องเที่ยวคือรายได้แล้วคนที่ได้รับผลกระทบไม่ว่าจะดีหรือเลว จากเรื่องของสิ่งแวดล้อมกลุ่มคนกลุ่มแรกก็คือชุมชนเพราะฉะนั้นอันดับแรกต้องจัดการให้ชุมชนได้รับประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจในรูปต่าง ๆ เช่นการจ้างงานจากการท่องเที่ยวให้บริการทางด้านอาหารหรือว่ายานพาหนะ

3. ชุมชนก็จะได้รับผลประโยชน์ในเรื่องการทำของที่ระลึกมาจำหน่ายกับนักท่องเที่ยว

4. ส่วนประเด็นสุดท้ายก็เป็นเรื่องของนักท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต ถ้าเราได้ในเรื่องของการพัฒนาสังคม ในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้คนไม่อยากจะย้ายถิ่นฐาน ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองก็จะลดลงในขณะเดียวกันเป็นการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ในเรื่องของการท่องเที่ยวเช่นมีการตัดถนนหนทางเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆพวกน้ำ พวกไฟฟ้า ชาวบ้านชุมชน ตรงนั้นได้ทันทีให้ประโยชน์จากการท่องเที่ยว


การจัดการสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน

การจัดการสิ่งแวดล้อมของการท่องเที่ยวมีหลายประเด็นที่หลายหน่วยงานให้ความสำคัญมาก โดยทั่วไปเราจะแบ่งเป็น 4 ด้านด้วยกัน
1. การศึกษาให้ทราบว่ามีข้อจำกัดเรื่องของตัวทรัพยากรการท่องเที่ยวหรือแม้กระทั่งต้องแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งของชุมชนพวกเขามีขีดจำกัดในการตอบสนองการท่องเที่ยวน้อยแค่ไหน ดูความต้องการของชุมชนว่าเขาต้องการรายได้ไหมมีความสะดวกอะไรบ้าง หรือว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องสามารถสนับสนุนสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้นอกจากเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้วยังเป็นการพัฒนาเรื่องของสิ่งแวดล้อมคุณภาพชีวิตทำให้ชุมชนได้รับประโยชน์
2. การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นผลพลอยได้และเป็นผลหลักที่จะทำให้การขยายแหล่งท่องเที่ยวไปยังแหล่งต่าง ๆ
3. การที่จะพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเข้าไปในแหล่งท่องเที่ยวนั้นไม่ใช่พัฒนาอะไรก็ได้ต้องคำนึงถึงเรื่องของสภาพแวดล้อมกับทรัพยากรการท่องเที่ยวไม่ใช่ว่าจะทำการท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ แต่ตัดถนน 4 เลน เข้าไปมันก็ไม่เข้ากันมันเสียความเป็นธรรมชาติเพราะฉะนั้นการพัฒนาแหล่งอำนวยความสะดวกไม่ใช่พัฒนาแบบไร้ทิศทาง
4. การพัฒนาในเรื่องของผลประโยชน์ที่ได้รับจากการท่องเที่ยวต้องใช้คำว่าผลประโยชน์ที่เหมาะสมและยั่งยืนที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน ผลไม่ใช้คำว่าผลประโยชน์สูงสุด ต้องเป็นผลประโยชน์ทีเหมาะสม เพราะถ้าคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดบางครั้งจะทำให้เราลืมศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวเพื่อที่ต้องการสิ่งตอบแทนสูงสุด
ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการแต่เราต้องการสิ่งที่เหมาะสมเพื่อความยั่งยืน ประเด็นสุดท้ายก็คือว่าประเด็นต่าง ๆ ที่รับผิดชอบในเรื่องแหล่งท่องเที่ยว ท่านจะต่างคนต่างทำไม่ได้ท่านจะต้องร่วมมือกันทำและให้ความร่วมมือในเรื่องของการส่งเสริมการท่องเที่ยว แล้วก็เรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนในการทำสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น

สถานที่ท่องเที่ยวที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อม

ประเทศไทยโชคดีตรงที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพค่อนข้างที่จะมากแล้วก็หลากหลายรูปแบบความจริงตัวอย่างค่อนมากแต่ตัวอย่างที่จะเห็นชัดเจนจริง ๆ ขออนุญาตยกตัวอย่างพื้นที่ที่เป็นอุทยานแห่งชาติพื้นที่ที่เป็นธรรมชาติเพราะปัจจุบันนี้การท่องเที่ยวเชิงนิเวศค่อนข้างจะสำคัญและกำลังได้รับการสนับสนุนค่อนข้างสูง ถ้าใครเคยไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึงก็จะเห็นว่าบริเวณนี้มีลูกหาบ ลูกหาบจากทางด้านล่างของไปส่งนักท่องเที่ยวสิ่งนี้ได้ประโยชน์ทันทีก็คือชุมชนได้รับผลประโยชน์ตรงนี้ว่าได้รับในเรื่องขอค่าจ้างแรงงานในการขนสัมภาระขึ้นไปและในระหว่างที่นักท่องเที่ยวเดินทาง ก็จะมีจุดสามารถให้นักท่องเที่ยวพักเหนื่อยต่าง ๆ ได้จุดถ้าเดินขึ้นถึงภูกระดึงก็จะพบว่ามีเพิงเล็ก ๆ ของชาวบ้านเพิงของชาวบ้านก็เป็นการกระจายรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นด้วยเช่นเดียวกัน และสังเกตดูว่าเป็นเพิงเล็กๆ เหตุที่เป็นเพิงเล็ก ๆ เพราะว่าถ้าไปทำเป็นเพิงใหญ่ถาวรก็จะขัดในเรื่องของความเป็นธรรมชาติพอขึ้นไปถึงข้างบนแล้ว เขาก็พยายามจะจำกัดเรื่องของการพักผ่อนข้างบนการพักค้างคืนถ้าจะพักก็จะให้พักเป็นเต็นท์เพื่อให้รับนักท่องเที่ยวได้มากและก็ลดในเรื่องของผลกระทบของการท่องเที่ยวที่จะมีขึ้นได้ วิธีการอันหนึ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาใช้เสมอก็คือว่าเขาเหมือนให้พื้นที่ได้พักเพื่อที่จะฟื้นสภาพตัวเองได้เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยวที่ภูกระดึงก็จะมีช่วงหนึ่งที่ห้ามนักท่องเที่ยวขึ้นไปข้างบนเพื่อให้สภาพธรรมชาติฟื้นขึ้นมาได้เพราะส่วนมากสิ่งแวดล้อมจะมีคุณสมบัติถ้าเราไม่กระทบกระเทือนมากกว่านั้นเขาจะฟื้นสภาพตัวเองได้ อันนี้คือหัวใจของสภาพแวดล้อม ช่วงที่อุทยานแห่งชาติเขาเปิดก็จะสอดคล้องกับชุมชนทำการปลูกหรือว่าทำนาปลูกพืชเกษตรพอดี ถ้าขืนมีการท่องเที่ยวในช่วงนั้นเขาจะแบ่งเวลาไม่ได้แล้วรายได้ก็จะกระจุกตัวอยู่ช่วงเดียว เป็นการกระจายรายได้รอบปีเหมือนกัน

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

"ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริหาร"



การบริหารและการบริหารจัดการมีแนวคิดมาจากธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมซึ่งจะต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม โดยจะต้องมีผู้นำกลุ่มและมีแนวทางหรือวิธีการควบคุมดูแลกันภายในกลุ่มเพื่อให้เกิดความสุขและความสงบเรียบร้อย ซึ่งอาจเรียกว่าผู้บริหารและการบริหาร ตามลำดับ ดังนั้น ที่ใดมีกลุ่มที่นั่นย่อมมีการบริหาร คำว่า การบริหารและการบริหารจัดการ รวมทั้งคำอื่น ๆ อีก เป็นต้นว่า การปกครอง (government)การบริหารการพัฒนา การจัดการ และการพัฒนา (development) หรือแม้กระทั่งคำว่า การบริหารการบริการ (service administration) การบริหารจิตสำนึกหรือการบริหารความรู้ผิดรู้ชอบ (consciousness administration) การบริหารคุณธรรม (morality administration) และการบริหารการเมือง (politics administration) ที่เป็นคำในอนาคตที่อาจถูกนำมาใช้ได้ คำเหล่านี้ล้วนมีความหมายใกล้เคียงกัน ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจในแต่ละยุคสมัยจะนำคำใดมาใช้โดยอาจมีจุดเน้นแตกต่างกันไปบ้าง อย่างไรก็ตาม ทุกคำที่กล่าวมานี้เฉพาะในภาครัฐ ล้วนหมายถึง (1) การดำเนินงาน การปฏิบัติงาน แนวทาง (guideline) วิธีการ (method) หรือมรรควิธี (means) ใด ๆ (2) ที่หน่วยงานของรัฐ และ/หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐนำมาใช้ในการบริหารราชการหรือปฏิบัติงาน (3) ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ (4) เพื่อนำไปสู่จุดหมายปลายทาง (end หรือ goal) หรือการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปสู่จุดหมายปลายทางเบื้องต้น (primary goal) คือ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการ หรือช่วยเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติราชการให้เป็นไปในทิศทางที่ดีกว่าเดิม หรือมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปสู่จุดหมายปลายทางสูงสุด (ultimate goal) คือ การพัฒนาประเทศที่ประเทศชาติและประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขอย่างยั่งยืน เป็นต้น และทุกคำดังกล่าวนี้ อาจมองในลักษณะที่เป็นกระบวนการ (process) ที่มีระบบและมีหลายขั้นตอนในการดำเนินงานก็ได้






Public หมายถึง ข้าราชการ กิจกรรมต่าง ๆ ที่รัฐพึงปฏิบัติ
Administration หมายถึง ความพยายามในการที่จะร่วมมือกันดำเนินการในองค์การ
Public Administration หมายถึง การร่วมมือกันดำเนินงานของรัฐ

รัฐประศาสนศาสตร์ Public Administration เป็นวิชาที่ศึกษาค้นคว้าทางด้านการบริหารงานภาครัฐ
บริหารธุรกิจ Business Administration การบริหารงานของบริษัทห้างร้านเอกชนหรือธุรกิจอื่น

ความหมายของการบริหาร
Herbert A Simon กล่าวว่า การบริหาร หมายถึง กิจกรรมของกลุ่มบุคคลที่ร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ร่วมกัน
Ernest Dale กล่าวว่า การบริหาร หมายถึง การทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปโดยใช้ผู้อื่นเป็นผู้กระทำ
- Administration เป็นการบริหารจัดการ ในองค์การขนาดใหญ่ องค์การทางราชการ หรือบริหารราชการ ภาครัฐ
- Management เป็นการบริหารจัดการ ในองค์การธุรกิจ การบริหารภาคธุรกิจเอกชน

Thomas S. Khun กำหนดคำว่า Paradigm เป็นเสมือนการกำหนดแก่นของปัญหา แนวทางแก้ปัญหา
Nicholas Henry แบ่ง พาราไดม์ ออกเป็น 5 ส่วน
1. การแยกการบริหารออกจากการเมือง (The Politics / Administration Dichotomy)
Woodrow Wilson เขียนบทความ “The study of Administration” เป็นบิดาวิชา รัฐประศาสนศาสตร์ อเมริกา
(บิดา รัฐประศาสนศาสตร์ ยุโรปและเยอรมันคือ Max Weber)
ผู้ให้การสนับสนุน : Frank J. Good now และ Leanard D. White
2. หลักการบริหาร (The principle of Administration ผู้เขียน William F. Willoughby)
ผู้ให้การสนับสนุน : Federick W. Taylor , Henri Fayol , Luther Guliek & Lyndall Urwick (คิดกระบวนการบริหาร POSDCORB) , Mary P Follet
ผู้ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าเป็นเพียงภาษิตทางการบริหาร (Proverbs of Administration) : Fritz M. Mark , Dwight waldo , John M. guas , Norton E. long
3. การบริหารรัฐกิจ คือ รัฐศาสตร์ (Public Administration as political science)
ยุคนี้ไม่ค่อยมีความก้าวหน้านัก
4. การบริหารรัฐกิจ คือ ศาสตร์ทางการบริหาร (Public Administration Administrative science)
แนวความคิด Organization Theory ทฤษฏีองค์การ และ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ Operation Research เน้นศึกษา System Analysis , Cybernatic , Network Analysis , Program management
5. การบริหารรัฐกิจ คือ การบริหารรัฐกิจ (Public Administration as Public Administration)
นักวิชาการได้สร้าง รัฐประศาสนศาสตร์ให้เป็นสหวิชาการ (Interdisciplinary) ทำให้เกิดแนวคิด – การพัฒนาองค์กร , นโยบายสาธารณะ , ทางเลือกสาธารณะ , เศรษฐศาสตร์การเมือง , การจัดการองค์กรสมัยใหม่

ทฤษฎีทาง รัฐประศาสนศาสตร์ (การบริหารรัฐกิจ) แบ่งเป็น 4 สมัย
Œ ทฤษฎีดั้งเดิม (1887-1950)
1. การบริหารแยกออกจากการเมือง (Politics / Administration Dichotomy)
- Woodrow Wilson บทความ The Study of Administration
- Frank J. Good now หนังสือ Politics and Administration เกี่ยวกับ การปกครอง หน้าที่การเมือง และ การปฏิรูปการปกครอง
- Leonard D White หนังสือ Introduction to the study of Public Administration เป็นตำราเล่มแรกของ รัฐประศาสนศาสตร์
2. ระบบการราชการ (Bureaucracy) Max weber
2.1 อำนาจ Authority ความสามารถของบุคคลหนึ่งที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบุคคลอื่น
2.1.1 รูปแบบการใช้อำนาจเฉพาะตัว (Charismatic Domination)
2.1.2 รูปแบบการใช้อำนาจแบบประเพณีนิยม (Traditional Domination)
2.1.3 รูปแบบการใช้อำนาจตามกฎหมาย (Legal Domination)
2.2 องค์ประกอบของระบบราชการ
2.2.1 หลักลำดับชั้นของสายบังคับบัญชา (Hierarchy)
2.2.2 อำนาจของสมาชิกองค์การ ตำแหน่งที่ดำรงอยู่ (positional and Authority)
2.2.3 การทำงานระบบราชการถูกกำหนดโดยกรอบระเบียบ (Rule, Regulation and procedure)
2.2.4 ข้าราชการวางตัวเป็นกลาง (Impartiality)
2.2.5 การรับราชากรถือว่าเป็นอาชีพทีมีความมั่นคง (Security)
2.2.6 ระบบราชการมีลักษณะคงทนถาวร
2.2.7 ระบบการจูงใจกำหนดอัตราเงินเดือนแน่นอน(Fixed Salary)
2.2.8 ใช้เหตุผลตัดสินปัญหา (Rationality)
2.2.9 การบริหารงานบุคคลอาศัยหลักคุณวุฒิ (merit System)
2.2.10 ระบบความสัมพันธ์บุคคลในราชการอย่างเป็นทางการ
2.3 ความวิเศษของระบบราชากร (เหนือกว่าระบบอื่น) Monocratic Bureaucracy
3. วิทยาศาสตร์การจัดการ (Scientific Management) Fredirick W Taylor บิดาของทฤษฎี และ เขียนหนังสือ Scientific Management และบทความ The principle of Scientific Management
- เดิมคนงานมีแนวโน้มที่จะอู้งาน (Soldiering) ให้หันมาทำงานเป็นทีม (Systematic Soldiering)
3.1 หลักวิทยาศาสตร์สำหรับทำงานเป็นขั้นตอนต่าง ๆ
1. Specialization ความชำนาญเฉพาะด้าน
2. One Best way วิธีการทำงานที่ดีที่สุดเพียงวิธีเดียว
3. Incentive Wage System ระบบการจูงใจโดยใช้มาตรฐานของงาน
4. Time And Motion Study การศึกษาระยะเวลา และการเคลื่อนไหวในการปฏิบัติงาน
5. Piece Rate System ระบบการจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายชิ้น
3.2 คัดเลือกคนตามกฎเกณฑ์วิทยาศาสตร์ให้เหมาะกับงาน
3.3 พัฒนาคนงานโดยการสอน ให้คนงานทำงานถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์การจัดการ
3.4 สร้างบรรยากาศการร่วมมือในการทำงานอย่างมิตรระหว่างฝ่ายจัดการและฝ่ายคนงาน
4. หลักการบริหาร (Principle of Administration) ใช้หลักวิทยาศาสตร์มาใช้
- Mary parker Follet เสนอให้เห็นข้อดีของการขัดแย้ง, มนุษย์ไม่ชอบคำสั่ง คนสั่งต้องมีศิลปะ , องค์การเป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร&คนงาน , หลักการบริหารต้องให้ความสำคัญกับการประสานงาน
- Henri Fayol หลักการบริหาร
1. การแบ่งงานกันทำ (Division of work)
2. อำนาจโดยชอบธรรม
3. วินัย (Discriplinary)
4. เอกภายในการบังคับบัญหา (Unity of Command)
5. เอกภาพของคำสั่ง (Unity of Direction)
6. หลักผลประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตัว
7. การให้รางวัลตอบแทน
8. การรวมอำนาจ (Centralization)
9. ลำดับขั้นของสายการบังคับบัญชา (Scolar Chain)
10. คำสั่ง (Order)
11. ความเสมอภาค (Equality)
12. ความมั่นคงของคนงาน
13. ความคิดริเริ่ม
14. ความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในองค์กร (Esprite De Corps)
OSCAR
O : Object วัตถุประสงค์
S : Specialization ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
C : Coordination การประสานงาน
A : Authority อำนาจหน้าที่
R : Responsibility ความรับผิดชอบ
POCCC
P : Planning การวางแผน
O : Organization การจัดองค์การ
C : Commanding การบังคับบัญชา
C : Coordinating การประสานงาน
C : Controlling การควบคุม
- James D. Mooney และ Alan C. Reiley เขียนหนังสือ Onward Industry และ principle of Organization
- Coordination หลักการประสานงาน
- Hierarchy หลักลำดับชั้นของสายบังคับบัญชา
- Specialization หลักการแบ่งงานตามหน้าที่
- Line & Staff หลักการหน่วยงานหลักและหน่วยงานช่วย
- Luther H. Gulick และ Lyndall Urwick หนังสือ Papers on the Science of Administration
- Planning การวางแผน
- Organization การจัดองค์การ
- Directing การอำนวยการ
- Staffing การสรรหาบุคคล
- Coordinating การประสานงาน
- Reporting การรายงาน
- Budgeting การงบประมาณ
 ทฤษฎีท้าทาย (1950-1960) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
1. การบริหาร คือ การเมือง
a. Fritz Morstein marx เขียน Element of Public Administration “การบริหารที่ปลอดจากค่านิยมนั้นแท้จริงแล้วเป็นการเมืองบรรจุไว้ด้วยค่านิยม”
b. Paul Henson Appleby 1981-1963 “อำนาจ3ฝ่าย นิติบัญญัติ ตุลาการ และบริหาร แยกออกจากันไม่ได้เด็ดขาด”
c. John M Guas , Avery Lieserson
2. ระบบราชการแบบไม่เป็นทางการ
a. Robert Michels เขียน Political Parties = Iron Law of the Oligarchy กฎเหล็กแห่งคณาธิปไตย “ระบบประชาธิปไตยในตอนแรกไปสู่ระบบการปกครองแบบเผด็จการในตอนหลัง”
b. Robert Marton “กฎระเบียบต่าง ๆ เป็นเป้าหมายขององค์การ
c. Alvin N. Gouldner เขียน patterns of Industrial Bureaucracy “บทบาทขององค์การแบบไม่เป็นทางการภายในระบบราชการ เบี่ยงเบนและทับซ้อนระบบราชการแบบเป็นทางการอีกครั้ง”
3. มนุษยสัมพันธ์ (Human relation)
a. Elton Mayo ทำการทดลอง Hawthorne Study “ศึกษาการทำงานของคนงานประจำโรงงานไฟฟ้า ชื่อ Western Electric company สรุป
§ ปัจจัยทางปทัสถาน เป็นตัวกำหนดปริมาณผลผลิต
§ ความคิดคนงานต้องการค่าตอบแทนมากๆ นั้นผิด ที่ถูกพฤติกรรมคนงานถูกกำหนดโดยรางวัลและบทลงโทษ
§ พฤติกรรมคนงาน กำหนดโดยความสัมพันธ์ภายในกลุ่มอย่างมาก
§ ผู้นำกลุ่มแบบเป็นทางการ และไม่เป็นทางการไม่เหมือนกัน
§ สนับสนุนการวิจัยแบบผู้นำ
b. Abraham H. Maslow ทฤษฎีลำดับขั้นของความต้องการ Hierarchy of needs
§ มนุษย์มีความต้องการหลายอย่าง
· ความต้องการทางกายภาพ (Physical /Basic Needs)
· ความต้องการทางด้านความปลอดภัย (security / Safety Needs)
· ความต้องการที่จะผูกพันทางสังคม (Social / Love needs)
· ความต้องการฐานะเด่นได้รับการยกย่อง (Esteem Needs)
· ความต้องการที่จะตระหนักความจริงในตน (Self Actualization)
§ Maslow “ถ้ามนุษย์ได้รับการตอบสนองแล้ว มนุษย์ก็จะมีความต้องการในลำดับถัดไป”
§ ความต้องการของมนุษย์ องค์กรที่ดีที่สุดคือองค์กรที่สร้างคนให้เป็นที่ยอมรับตนเองและคนอื่น / มีความสามารถในการแก้ปัญหา
c. Fedric Herberg ทฤษฎี Motivator – Hygiene Theory “ทฤษฏีปัจจัยจูงใจ –ปัจจัยสุขวิทยา เหมือนทฤษฏีลำดับขั้นของความต้องการ คือ กระตุ้นให้ทำงาน
§ Hygiene Factor ปัจจัยทางสุขวิทยา นโยบายและการบริหารของบริษัท และสภาพในการทำงานโดยทั่ว ๆไป (ไม่สามารถสร้างความพอใจได้)
§ Motivation Factor ปัจจัยจูงใจ ได้รับความสำเร็จในงาน มีโอกาสก้าวหน้า ได้รับการยอมรับ (สามารถสร้างความพอใจในงานกับคนงานได้)
d. Douglas Mc. Gregor เขียนหนังสือ The Human Side of Enterprise การจูงใจคนงานมี 2 วิธี
- วิธีเดิม Theory X มองคนในแง่ไม่ดี
- ทฤษฎีแบบมนุษยสัมพันธ์ Theory Y มองคนในแง่ดี
e. Chis Argyris บอกว่า
- มนุษย์มีสุขภาพจิตดี คือ มนุษย์ที่ผ่านการพัฒนาเป็นผู้ใหญ่
- การจัดโครงสร้างทางราชการเป็นแบบปิระมิด เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา
- ในระยะยาว การออกแบบองค์กรแบบราชการไม่ใช่วิธีออกแบบองค์กรให้เกิด
ประสิทธิผลได้
4. ศาสตร์การบริหาร
a. Chester Barnard หนังสือ The function of the Executive
- องค์การเกิดจากคนร่วมมือกันทำงาน
- เอาคนมาร่วมมือกันต้องมีการจัดระบบ
- องค์การอยู่ได้ ถ้าคนร่วมมือกัน ทำงานได้สำเร็จ
- องค์การอยู่ได้ ขึ้นกับความสามารถของฝ่ายบริหาร(Executive)
- ฝ่ายบริหารมีหน้าที่ตัดสินใจ ในกรอบของศีลธรรม
b. Herbert A. Simon หนังสือ Administrative Behavior
i. การสร้างเครื่องมือเพื่อมององค์กร
ii. ข้อบกพร่องของหลักการบริหาร (Simon ลบล้างหลักการบริหารปี 1947)
หนึ่ง. ความขัดแย้งระหว่างข่ายการควบคุม Span of Control หลักลำดับขั้น Hierarchy
สอง. ความขัดแย้งระหว่างผู้เชี่ยวชาญ Specialization หลักเอกภาพการควบคุม Unity of Command
สาม. ความขัดแย้งระหว่างการจัดการองค์กร
iii. การตัดสินใจเป็นหัวใจของ รัฐประศาสนศาสตร์ Simon เป็นบิดาทฤษฎีการตัดสินใจ (Decision Making Theory)
iv. การตัดสินใจเป็นเรื่องของเป้าหมายองค์กร
o ลำดับขั้น Hierarchy of Decisions ผู้อยู่สูงกว่าจะกำหนดเป้าหมายการ
ทำงาน
v. ดุลยภาพภายในองค์กร Equilibrium
Ž ทฤษฎี รัฐประศาสนศาสตร์ สมัยใหม่ 1960-1970
1. นำเอาทฤษฎีแบบมาใช้
2. นักวิชาการอีกกลุ่มสนใจ รัฐประศาสนศาสตร์ เปรียบเทียบ Coparative Public Administration
ก่อตั้งกลุ่มศึกษา การบริหารงานเปรียบเทียบ Coparative Administration Group CAG
นักวิชาการ Fred W Riggs และ Ferrel Heady
Riggs แบ่งการบริหารงาน
1. รูปแบบ Agaria – Industria Society แบ่งสังคม
a. Agaria Society สังคมเกษตรล้าหลัง
b. Transitia Society ระหว่าง a กับ c
c. Industria Society สังคมอุตสาหกรรมทันสมัย
2. Prismatic Model
a. Fused Society สังคมที่โครงสร้างไม่ซับซ้อน
b. Prismatic Society ระหว่าง a กับ c
c. Diffuse Society โครงสร้างสังคมที่ซับซ้อนมาก
ระบบราชการในประเทศที่กำลังพัฒนา
1. ระบบเผด็จการแบบประเพณีนิยม Traditional Autocratic System
2. ระบบข้าราชการเป็นผู้นำ bureaucratic Elite System
3. ระบบประชาธิปไตยแบบแข่งขัน Polyarchal Compititive System
4. ระบบกึ่งแข่งขันถูกครอบงำโดยพรรคการเมือง Dominant Party semi Competitive System
5. ระบบข้าราชการเป็นผู้ตามที่เข้มแข็ง Mobilization System
6. ระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จแบบคอมมิวนิสต์ Communist Totalitarianism system
 ระบบทฤษฎี รัฐประศาสนศาสตร์ สมัยปัจจุบัน 1970-ปัจจุบัน
- รูปแบบการกำหนดนโยบาย Thomas R Dye เขียนหนังสือ Understanding Public Policy
1. รูปแบบผู้นำ Elite Model
2. รูปแบบกลุ่ม Group Model
3. รูปแบบสถาบัน Institutional Model
4. รูปแบบระบบ System Model
5. รูปแบบกระบวนการ Process model
6. รูปแบบมีเหตุผล Rational Model
7. รูปแบบค่อยเป็นค่อยไป Incremental Model
- แนวคิดทางนโยบาย Ira Sharkansky จำแนกนโยบายของรัฐออกเป็น
1. ขั้นกำหนดนโยบายของรัฐ Public Policy
2. ขั้นผลิตของนโยบาย Policy Output
3. ขั้นผลกระทบของนโยบาย Policy Impact
- การจัดองค์การสมัยใหม่ Modern Organization
1. องค์การชั่วคราว Temparary Organization
2. องค์การตามสถานการ Situational หรือ Contingency Organization
3. องค์การแบบประชาธิปไตย Democratic Organization

การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย!!


"การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย++++

การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยให้ได้ประโยชน์สูงสุด นักศึกษาต้องใช้ชีวิตทั้งสำหรับ การเรียนและการร่วมกิจกรรมสร้างวินัยในตนเอง ควบคุมความประพฤติของตนเอง มีความมั่นคงแน่วแน่ และรับผิดชอบต่อตนเอง โดยถือเอามหาวิทยาลัยเป็นเวทีจำลองสังคมสำหรับการฝึกฝนคุณลักษณะที่พึง ประสงค์สำหรับการเป็นนักวิชาการ นักวิชาชีพ และประชาชนที่มีคุณภาพ
ถึงแม้การศึกษาเล่าเรียนจะเป็นภารกิจหลักของนักศึกษาทุกคน แต่การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยก็มิใช่มีแต่กิจกรรมการเรียนการสอนเท่านั้น ช่วง 4 ปี ในมหาวิทยาลัยเป็นช่วงสำคัญของชีวิตที่ทุกคน จะได้แสวงหาประสบการณ์ให้มากที่สุด เพื่อให้พร้อมที่จะเผชิญโลกกว้างเมื่อสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตไปแล้ว "การเรียนเป็นงานประจำ กิจกรรมเป็นงานประกอบ" จึงชอบที่นักศึกษาจะใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ให้สมบูรณ์ทั้งด้านการเรียนและการทำกิจกรรม เพื่อให้เกิดพัฒนาการที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา และบุคลิกภาพ
การศึกษาเล่าเรียนอย่างมีแผน การดำเนินการตามแผนและการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการสร้างวินัยในตนเองของนักศึกษา ที่จะควบคุมพฤติกรรมของตนเอง มีความมั่นคงแน่วแน่และรับผิดชอบต่อตนเอง ซึ่งช่วงเวลาที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะเสริมสร้างวินัยในตนเอง








การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยนั้น การที่จะทำให้เราอยู่รอดได้นั้น มีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน คือ
1.เวลา - คุณต้องเรียนหนัก ส่งงานทุกครั้ง เวลาเข้าเรียนทุกครั้ง คุณลืมเรื่องเวลาไปได้เลย ไม่ต้องบ่นว่าเมื่อไหร่จะเลิก ลืมข้อนี้ไปได้เลย ถ้าอยากเรียนให้รอด
2.เพื่อน - ถ้าคบเพื่อนดี ก็ดีไปค่ะ เพื่อนดี นี่แหละ จะพาคุณไปรอด ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองด้วยนะคะ การเรียนในมหาวิทยาลัย ต้องคบเพื่อนเป็นกลุ่มค่ะ และคุณต้องช่วยเหลือตัวเองด้วย ไม่ใช่ให้เพื่อนช่วยตลอด
3.งาน - โดยเฉพาะงานกลุ่ม คุณต้องช่วยกันทำ ไม่ใช่เกี่ยงงานกันทำ คุณโตแล้ว รับผิดชอบตัวเองได้ รู้หน้าที่ว่าคุณต้องทำอะไรบ้าง ไม่ใช่ให้เพื่อนทำคนเดียว แบบนี้เพื่อนไม่คบแน่นอนค่ะแล้วคุณก็จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว จะไปรอดมั๊ยนั่นอีกเรื่องนึง
4.ความรับผิดชอบ - คุณต้องมีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา โตแล้ว ควรที่จะรู้เวลา ว่าเวลาไหนควรเรียน เวลาไหนควรเล่น
5.กิจกรรม - การร่วมกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย คณะ หรือ ชมรม ถือเป็นส่วนหนึ่ง ที่คุณต้องเข้าร่วม ซึ่งในปัจจุบัน บริษัทต่างๆ จะพิจารณาข้อนี้ด้วย หากคุณไม่เข้าร่วมกิจกรรมใดๆเลย บริษัทต่างๆก็จะไม่รับคุณเข้าทำงานแน่นอน เพราะเค้าถือว่าคุณไม่มีสังคม ค่ะ การร่วมกิจกรรม ทำให้คุณได้รู้จักเพื่อนใหม่ หรือ สิ่งเรียนรู้ใหม่ๆ
การเรียนในมหาวิทยาลัยนั้น คุณต้องเรียนอย่างหนัก แต่ไม่ใช่เรียนอย่างเดียวนะคะ คุณต้องร่วมกิจกรรมต่างๆด้วย ต้องเอาทั้ง 2 อย่าง ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง คบเพื่อนต้องคบเพื่อนที่ดี ที่คุณไว้ใจว่าจะพาคุณไปรอด และจบไปด้วยกัน ทั้งนี้ คุณต้องมีความรับผิดชอบตนเองด้วย ไม่ใช่ให้คนอื่นคอยบอกคอยสั่งตลอดเวลา การทำงานคุณจะต้องทำงานและส่งให้ตรงต่อเวลา อาจารย์จะไม่มีการมาทวงงาน เหมือนตอนมัธยมอีกต่อไปแล้ว การเป็นนักศึกษา คุณต้องเข้าใจคำว่านักศึกษา คือ มีหน้าที่ศึกษา หาความรู้ ไม่ใช่ไปมหาลัย นั่งเหล่สาวไปวันๆ ปัจจุบัน ระดับมัธยมปลายบางแห่ง ก็มีการเรียนการสอนแบบมหาวิทยาลัย เพื่อปูทางนักเรียนไปสู่มหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีค่ะ เพราะนักเรียนจะได้รู้จักคุณค่าของการเรียน ไม่ใช่เรียนไปวันๆเท่านั้น

ดังนั้น ......................การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยนั้น การที่จะทำให้เราอยู่รอดได้นั้น มีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน คือ1.เวลา - คุณต้องเรียนหนัก ส่งงานทุกครั้ง เวลาเข้าเรียนทุกครั้ง คุณลืมเรื่องเวลาไปได้เลย ไม่ต้องบ่นว่าเมื่อไหร่จะเลิก ลืมข้อนี้ไปได้เลย ถ้าอยากเรียนให้รอด

2.เพื่อน - ถ้าคบเพื่อนดี ก็ดีไปค่ะ เพื่อนดี นี่แหละ จะพาคุณไปรอด ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองด้วยนะคะ การเรียนในมหาวิทยาลัย ต้องคบเพื่อนเป็นกลุ่มค่ะ และคุณต้องช่วยเหลือตัวเองด้วย ไม่ใช่ให้เพื่อนช่วยตลอด

3.งาน - โดยเฉพาะงานกลุ่ม คุณต้องช่วยกันทำ ไม่ใช่เกี่ยงงานกันทำ คุณโตแล้ว รับผิดชอบตัวเองได้ รู้หน้าที่ว่าคุณต้องทำอะไรบ้าง ไม่ใช่ให้เพื่อนทำคนเดียว แบบนี้เพื่อนไม่คบแน่นอนค่ะแล้วคุณก็จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว จะไปรอดมั๊ยนั่นอีกเรื่องนึง

4.ความรับผิดชอบ - คุณต้องมีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา โตแล้ว ควรที่จะรู้เวลา ว่าเวลาไหนควรเรียน เวลาไหนควรเล่น

5.กิจกรรม - การร่วมกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย คณะ หรือ ชมรม ถือเป็นส่วนหนึ่ง ที่คุณต้องเข้าร่วม ซึ่งในปัจจุบัน บริษัทต่างๆ จะพิจารณาข้อนี้ด้วย หากคุณไม่เข้าร่วมกิจกรรมใดๆเลย บริษัทต่างๆก็จะไม่รับคุณเข้าทำงานแน่นอน เพราะเค้าถือว่าคุณไม่มีสังคม ค่ะ การร่วมกิจกรรม ทำให้คุณได้รู้จักเพื่อนใหม่ หรือ สิ่งเรียนรู้ใหม่ๆ

สรุป - การเรียนในมหาวิทยาลัยนั้น คุณต้องเรียนอย่างหนัก แต่ไม่ใช่เรียนอย่างเดียวนะคะ คุณต้องร่วมกิจกรรมต่างๆด้วย ต้องเอาทั้ง 2 อย่าง ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง คบเพื่อนต้องคบเพื่อนที่ดี ที่คุณไว้ใจว่าจะพาคุณไปรอด และจบไปด้วยกัน ทั้งนี้ คุณต้องมีความรับผิดชอบตนเองด้วย ไม่ใช่ให้คนอื่นคอยบอกคอยสั่งตลอดเวลา การทำงานคุณจะต้องทำงานและส่งให้ตรงต่อเวลา อาจารย์จะไม่มีการมาทวงงาน เหมือนตอนมัธยมอีกต่อไปแล้ว การเป็นนักศึกษา คุณต้องเข้าใจคำว่านักศึกษา คือ มีหน้าที่ศึกษา หาความรู้ ไม่ใช่ไปมหาลัย นั่งเหล่สาวไปวันๆ ปัจจุบัน ระดับมัธยมปลายบางแห่ง ก็มีการเรียนการสอนแบบมหาวิทยาลัย เพื่อปูทางนักเรียนไปสู่มหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีค่ะ เพราะนักเรียนจะได้รู้จักคุณค่าของการเรียน ไม่ใช่เรียนไปวันๆเท่านั้น

+++++โดยสรุป+++++ การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยให้ได้ประโยชน์สูงสุด นักศึกษาควรต้องใช้ชีวิตทั้งสำหรับการเรียน และการร่วมกิจกรรม การสร้างวินัยในตนเอง ควบคุมความประพฤติของตนเอง มีความมั่นคงแน่วแน่ และรับผิดชอบต่อตนเอง